ขนาดตัวอักษร

ศึกบัลลังก์เทพเจ้า : บทที่ 5. สินค้าด้อยคุณภาพ

 3 Views

 

ในช่วงบ่ายแดดร้อนเหมือนไฟกำลังแผดเผา

เมิ่งหยิงหยิงนั่งอยู่บนลานแกว่งชิงช้าเบาๆ ดวงอาทิตย์ส่องลงบนผิวเรียบเนียนไร้ที่ติของเธอ เน้นย้ำต้นขาขาวนุ่มนวลราวหิมะ อย่างไรก็ตามแม้จะ เปรียบเทียบอย่างนี้ แต่ส่วนใบหน้าที่ละเอียดอ่อนของเธอกลับดูสกปรก เประเปื้อนด้วยคราบน้ำตาที่หยดผ่านร่องแก้มราวไข่มุก การได้เห็นภาพ ลักษณ์ที่อ่อนแอเช่นนี้ของเธอ ทำให้ผู้ที่เห็นเกิดความรู้สึกที่อยากจะปกป้อง

เสียงอึกทึกโหยหวนดังผ่านหูเข้ามา

“ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ”

“รอดตายแล้ว เจ้ามีอะไรให้ข้ากินบ้างหรือเปล่า”

ฉู่เทียนเดินเข้าผมเขายุ่งเหยิงและรุงรัง ตาครึ่งหลับครึ่งตื่น ดูเหมือนเขาเพิ่งจะลุกจากเตียง

เมิ่งหยิงหยิงหันไปมองและกรีดร้องว่า “เจ้าเพิ่งจะตื่นเหรอ นี่มันบ่ายแล้วนะ”

ฉู่เทียนกล่าวว่า

“ห้องที่เจ้าจัดให้ข้าทั้งหม็นและสกปรก ข้าสามารถอยู่ได้ แต่มันไม่มีแม้แต่ตะเกียง ไม่ต้องพูดถึงหม้อหรือกระทะ นอกจากนี้หน้าต่างเล็กๆ สักบานก็ไม่มี ไม่มีการระบายอากาศ ภายในห้องร้อนอบอ้าวเหมือนเตาอบ เจ้าจะให้ข้าหลับลงได้อย่างไร”

เมิ่งหยิงหยิงรู้สึกประหลาดใจ “จริงเหรอ”

“แน่นอน พื้นที่นอนก็แข็งโป๊ก เมื่อข้านอนทำให้ข้าปวดหลัง” ฉู่เทียนร้องโอดครวญอย่างน่าสงสารและอึดอัด

“โชคดีที่ข้าฉลาดและก็ฉลาด ข้าได้เปิดประตูคลังสินค้าและใช้วัสดุบางอย่างเพื่อปรับปรุงสภาพอากาศภายในห้อง ทั้งหมดนี้ใช้เวลาตลอดทั้งคืน กว่าข้าทำเสร็จแล้วมันก็เช้าแล้ว ข้ารู้สึกเหนื่อยและง่วงนอนมาก เป็นธรรมดาที่ข้าจะนอนหลับไปจนถึงเที่ยงวัน”

แล้วมันจะมีปัญหาอะไรอีก

เอ๊ะ..แต่เดี๋ยวก่อน

เขาเปิดประตูคลังสินค้าโดยพละการ

ผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนใจกล้าหน้าด้านจริงๆ

ฉู่เทียนสังเกตเห็นคราบน้ำตาที่หน้าเมิ่งหยิงหยิง “เอ้.. ทำไมเจ้าถึงร้องไห้ หรือเจ้ารู้สึกสงสารกับโศกนาฏกรรมของข้า เจ้าไม่ต้องถึงกับร้องไห้หนัก ขนาดนี้ก็ได้”

เมิ่งหยิงหยิงลูบหน้าตัวเองกล่าวด้วยความโกรธว่า “ไร้สาระ! ข้าเศร้าเพราะข้าถูกอาจารย์ไล่ออกจากโรงเรียนแล้วต่างหาก ข้าไม่สนใจชีวิตของเจ้าจะอยู่ หรือตายมันก็เรื่องของเจ้า”

ฉู่เทียนโบกมือ “ไฮ้.. ข้าคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรซะอีก เพียงแค่ชายชราจอมเนรคุณ เห็นแก่ตัวคนหนึ่ง”

เมิ่งยิงหยิงเหยียดขาของเธอออกกระโดดลงจากชิงช้าอย่างรวดเร็ว และยืนเบื้องหน้าฉู่เทียนมือทั้งสองข้างเท้าสะเอว

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระซะที แม้ว่าข้าจะถูกไล่ออก แต่ข้ายังได้รับค่าเล่าเรียนกลับคืน ซึ่งหมายความว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ข้าเรียนฟรี มีอะไรส่วนไหนที่ อาจารย์จะได้ประโยชน์จากข้ากัน”

ฉู่เทียนอ้าปากค้าง ยืดคอยาวพูดด้วยเสียงอึกอักว่า

“ช่างไร้เดียงสาซะจริง ข้าจะบอกกับเจ้าตรงๆ ผังเวทมนต์ยันต์จารึกแผ่นเดียวที่ข้าเขียนให้เจ้า มีค่ามากกว่าผังเวทย์ของสมาคมรวมกันทั้งสมาคมซะอีก คนที่เจ้าบอกว่าเป็นคนดีไม่มีผลประโยชน์อะไร แท้ที่จริงเขาต้องการริบเครดิตการสร้างเป็นของตนเองคนเดียวเท่านั้น”

“เจ้าหยุดโกหกได้แล้ว อาจารย์ซางเป็นคนดี เป็นคนที่มีเกียรติ เขาไม่ทำเรื่องไม่ดีอย่างนั้นแน่ๆ เจ้าหยุดใส่ร้ายเขาซะที”

เมิ่งหยิงหยิงเข้ามายืนอยู่ข้างหน้าฉู่เทียน

“นอกจากนี้ที่ข้าโดนไล่ออก สาเหตุนั้นมาจากเจ้าฉะนั้นเจ้าจึงตกงาน ข้าจะส่งตัวเจ้ากลับคืนไปยังตลาดค้าทาสและรับเงินของข้ากลับมา”

ฉู่เทียนรู้สึกประหลาดใจว่า “อะไรนะเจ้าสามารถรับเงินคืนมาได้ด้วยเหรอ”

เมิ่งหยิงหยิงทำเสียง หึ ในลำคอ “แน่นอนนโยบายการคืนเงินในสามวันเจ็ดวันแลกเปลี่ยน”

โอ้..พระเจ้า

นี่มันนรกชัดๆ

เหตุใดตลาดทาสในยุคนี้จึงมีบริการอย่างมีมนุษยธรรมขนาดนี้

“ช้าก่อน! ช้าก่อน! ข้าสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าเป็นสินค้าที่มีค่ามากกว่าที่เจ้าคิด”

“ฉู่เทียนพูดต่ออย่างเร็วไว “เอาอย่างนี้มั้ย ข้าจะทำอาหารให้เจ้าลองชิมดู”

“เจ้า จะทำอาหารให้ข้ากิน เจ้าจะมาไม้ไหนอีก”

“ถูกตัอง ทุกอย่างมีพร้อมอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องการคืออาหารและเครื่องปรุงเท่านั้น”

ฉู่เทียนทำให้เมิ่งหยิงหยิงเกิดอาการงุนงง “เจ้าไม่มีส่วนผสมและเครื่องปรุงรส แต่กลับบอกว่ามีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว มันอะไรของเจ้ากัน”

ฉู่เทียนพูดต่อโดยไม่รู้สึกละอายใดๆ ว่า “เออ..เจ้ามีเงินหรือเปล่าเชื่อใจข้า ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่”

ผู้ชายคนนี้ยังมีอะไรอยู่แขนเสื้ออีก

เมื่อพูดถึงอาหารเมิ่งหยิงหยิงก็เรื่มรู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ เพราะเธอมัวแต่นั่งซึมเศร้า ทั้งวันจึงไม่มีอะไรตกท้อง เธอตัดสินใจที่จะกินให้อิ่มก่อนที่จะตัดสินใจบอกเรื่องการโดนไล่ออกกับพี่สาวของเธอ ทั้งสองจึงตรงไปยังร้านขายอาหารสด

“เนื้อวัวแสงจันทร์ 2 ชิ้น”

“เต่าเงิน 1 ตัว”

“…… .”

ฉู่เทียนเสร็จสิ้นการเลือกส่วนผสม

ขากลับเมิ่งหยิงหยิงพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า “เนื้อสัตว์อสูรทั้งหมดที่เจ้าซื้อมา แม้ว่าเนื้อสัตว์พวกนั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่รสชาติกลับแย่มาก มันแทบจะกินไม่ได้”

“อื่อ..ใครบอกเจ้ากัน”

“นี่เป็นความรู้ทั่วไป”

เมิ่งหยิงหยิงตอนนี้เริ่มสงสัยอย่างจริงจัง เธอไม่แน่ใจเกี่ยวกับฝีมือการปรุงอาหารของฉู่เทียน

“สัตว์อสูรเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถฝึกฝนพลังเวทย์ ร่างกายของพวกมันเปี่ยมไปด้วยพลังที่วิเศษมาก ร่างกายโดยธรรมของพวกมันมีความแข็งแกร่งทนทานกว่าร่างกายของมนุษย์ 10-100 เท่า แม้แต่ดาบคมของทหารก็ยังยากที่จะตัดผ่านเนื้อหนังของมัน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฟันของเราจะสามารถที่จะกัดหรือกินมัน เนื่องจากเนื้อสัตว์อสูรนั้นเหนียวเกินไป ท้องของคนปกติไม่สามารถรับได้ ถ้าเจ้ากินมัน แต่ไม่สามารถย่อยและขับถ่ายมันออกมาก็อาจส่งผลถึงตายได้ แต่ปัญหาเหล่านั้นสำหรับข้ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น คนป่าเถื่อนจะไม่รู้เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เจ้าจะรู้จักหาความสุขกับชีวิตหรือจะรู้จักวิธีเช่นนี้ได้อย่างไร”

“เจ้าหมายความว่าอะไร แล้วยังมาเรียกข้าว่าคนป่าเถื่อน อะไรที่ทำให้ข้ากลายเป็นคนป่าเถื่อน เจ้าคนบ้าข้าจะส่งเจ้ากลับ เจ้ามันสินค้าด้อยคุณภาพ ข้าจะส่งเจ้ากลับเดี๋ยวนี้”

“หยุด ! เจ้าหยุดตะโกนโวยวายก่อน ก็แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราเคยนอนร่วมเตียงเดียวกันมาแล้ว ทั้งยังเคยหลับบนเตียงเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่เจ้าพูดมันทำให้ข้ารู้สึกเศร้ายิ่งนัก”

“ปุ๊ด ! เจ้ายังกล้าพูดเรื่องนั้นอีก”

“เมิ่งหยิงหยิงโกรธจัด “ข้าจะส่งเจ้ากลับไป”

“ใจเย็น ๆ ใจเย็นๆ ข้าจะยอมรับความผิดพลาดของข้าก็ได้ พอใจมั้ย”

ฉู่เทียนพยายามปลอบ “ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าคนอารยะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อชดเชยความเสียหายทางอารมณ์ของเจ้า”

ฉู่เทียนสำราญใจเมื่อเห็นเมิ่งหยิงหยิงเงียบ หลังจากนั้นไม่นานในที่สุดเขาก็พาเธอไปยังห้องเล็ก ๆ ของเขาสภาพห้องเป็นเหมือนกับที่ฉู่เทียนเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ร้อน ชื้นและมืดสนิท

แต่ขณะที่เมิ่งหยิงหยิงเปิดประตูและเดินเข้าไป ไฟก็สว่างขึ้นเธอยืนตกตะลึงตัวแข็งทันที ตาของเธอเบิกกว้างเธอแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เธอได้เห็น

“อะไร … .. อะไรคือสิ่งเหล่านี้”

มีลูกแก้วห้อยลงมาจากฝ้าเพดาน ลูกแก้วแต่ละลูกมีแสงสว่างจ้า ทำให้ห้องเล็กสว่างไสวและสะดวกสบายน่าอยู่

กาน้ำชาวางอยู่บนโต๊ะหัก แม้จะไม่มีไฟแต่ก็ปล่อยเสียงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เหมือนมันกำลังต้มน้ำหรือต้มบางอย่างบนเตาไฟ

วิ้ด วิ้ดๆๆ เสียงดังเหมือนคนกำลังผิวปาก

เสียงลมดังกังวานอยู่ภายในห้อง มีสี่อักขระเวทย์สีน้ำเงินที่เขียนวาดไว้บนผนังทั้งสี่ด้าน รูปแบบเวทย์ทั้งสี่มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมต่อกันและกัน สร้างและปล่อยสายลมที่อ่อนโยนออกมา เปลี่ยนสะภาพอากาศภายในห้อง ให้รู้สึกถึงความที่สดชื่นและเย็นแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในช่วงหน้าร้อนก็ตาม

“ลูกแก้วพวกนี้ เกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงสว่าง”

“นี่เรียกว่าหลอดไฟฟ้า”

ในยุคของฉู่เทียนหลอดไฟฟ้าได้เลิกใช้ไปแล้ว เพราะมันล้าสมัย

อย่างไรก็ตามในยุคนี้ หลอดไฟยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังไม่ได้รับการคิดค้น

คนส่วนใหญ่ใช้เทียนหรือโคมไฟน้ำมัน ในขณะตระกูลชั้นสูงใช้โคมไฟคริสตัล เป็นยุคที่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ โคมไฟคริสตัลราคาสูงมากจึงมักใช้กันในหมู่ชนชั้นสูง ในขณะที่ครอบครัวคนยากจนและชนชั้นกลาง รายได้ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถใช้ได้

ชนิดของการใช้ไฟและลักษณะของหลอดไฟเป็นก้าวสำคัญของอารยธรรม

ตาของเมิ่งหยิงหยิงเบิกกว้าง “หลอดไฟ้าพวกมันส่องสว่างได้อย่างไร”

ฉู่เทียนเริ่มอธิบายว่า

“ในหลักการของการแปลงไฟระหว่างพลังงานไฟฟ้าและแสง ทั้งหมดมีอักขระเวทย์จารึกห้ารูปแบบ หนึ่งสำหรับการเก็บรวบรวมพลังงานเวทย์ สองสำหรับการแปลงพลังงานเวทย์เป็นพลังงานไฟฟ้า สามสำหรับการจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า สี่สำหรับการควบคุมการส่งออกพลังงานไฟฟ้า ห้าสำหรับการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสง เจ้าจะต้องเชื่อมต่อประสานวงเวทย์ทั้งห้าเข้าด้วยกัน ให้เป็นเวทย์รูปแบบเดียวจึงจะเปิดใช้งานได้ในเวลาเดียวกันหลอดไฟจะปล่อยแสงออกมา “

เมิ่งหยิงหยิงยืนอึ้ง พูดไม่ออก

ฉู่เทียนหยุดอธิบายและพูดตัดบทอย่างหยาบคายว่า “เอาล่ะอย่าถามอะไรอีก ถึงแม้ว่าข้าจะอธิบายเจ้ายังไง เจ้าก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก”

เมิ่งหยิงหยิงไม่สนใจคำพูดของฉู่เทียน เธอชี้ไปที่กาน้ำชาและกล่าวว่า “กาน้ำชาของเจ้ามันร้อนขึ้นได้ยังไง”

“ก็แค่เพียงเวทย์รูปแบบง่ายๆ”

“วิธีการทำเหมือนกับการสร้างสายลมในห้องพักหรือไม่”

“เดิมทีข้าต้องการสร้างรูปแบบเวทย์สายลมที่ใช้เป็นเครื่องปรับอากาศ แต่วัสดุที่มีไม่เพียงพอไม่สามารถทำได้ ดังนั้นข้าจึงทำออกมาได้เท่าที่เห็น”

เมิงหยิงหยิงเหมือนเด็กที่อยากรู้อยากเห็น เธอจึงถามทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในห้อง “ไฮย้า…เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและหายากมาก เจ้ามีความสามารถที่แปลกประหลาดมากจริงๆ”

ฉู่เทียนหัวเราะ “ตอนนี้เจ้ายังคิดส่งข้ากลับไปยังตลาดทาสอยู่อีกหรือไม่”

“นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีประโยชน์หรือช่วยข้าได้มากแค่ใหน” แววตาเด็กหญิงส่อแววเจ้าเล่ห์

เมิ่งหยิงหยิงเป็นคนที่กระตือรือร้นและยังเด็กมาก เมื่อเธอเห็นสิ่งใหม่ๆ เธอก็ลืมทุกปัญหาที่เธอเคยมี อารมณ์ของเธอเริ่มดีขึ้นและเธอก็นั่งลงข้างๆ ฉู่เทียน

“เฮ้ เจ้าไม่ได้บอกว่าจะทำอาหารเลี้ยงข้าหรอกเหรอ ข้าอุตสาห์ซื้อส่วนผสมทั้งหมดมาให้เจ้าแล้ว แต่เอ๊ะ..ไม่มีครัว… เจ้า…เจ้ากล้าที่จะปั่นหัวข้า ข้าจะส่งเจ้ากลับเดี๋ยวนี้” เด็กหญิงนี่ขู่เขาอีกแล้ว ฉู่เทียนกลอกตา

ฉู่เทียนดึงกระทะเวทย์ออกมาแล้วกล่าวว่า “เจ้าจะต้องการห้องครัวไปทำไมกัน ข้าสามารถทำสเต็กให้เจ้าในตอนนี้ได้เลย”

ฉู่เทียนวาดอักขระเวทย์กับก้นกระทะของเขา ที่ด้านล่างของก้นกระทะอักขระเวทย์สว่างขึ้น

ไม่มีร่องรอยของไฟปรากฏให้เห็น

อากาศเหนือกระทะเริ่มผันผวนบิดเบี้ยว ราวกับว่ามันอยู่ภายใต้อุณหภูมิความร้อนสูง

ที่แปลกที่สุดคืออุณหภูมิสูงถูกจำกัดอยู่ภายในพื้นที่ขนาดเล็กไม่กี่เซนติเมตร บริเวณขอบและด้ามกระทะยังคงเย็น

ฉู่เทียนโยนชิ้นเนื้อสเต็กวัวแสงจันทร์ลงในกระทะ

ซี่ๆๆๆๆ (เสียงของเนื้อย่าง)

บนกระทะเนื้อสเต็กค่อยๆ เปลี่ยนสีเพราะความร้อน เสี่ยงเนื้อย่างดัง ซี่ ๆ ตลอดเวลา

ถึงแม้ว่าฉู่เทียนจะไม่ใช้ไฟ แต่ความร้อนในบริเวณที่ย่างเนื้อกลับสูงมากกว่าพันเท่าของไฟธรรมดาทั่วไป

แค่ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นฉู่เทียนสะบัดข้อมือเบาๆ พลิกสเต็กไปอีกด้าน ผ่านไปไม่นานสเต็กที่กำลังย่างเปลี่ยนสีอย่างสมบูรณ์ สีสวยสดใสน่ากิน

อสูรวัวยักษ์แสงจันทร์ ถูกจำแนกเป็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจมาก

พ่อครัวทั่วไปพบว่ามันยากที่จะใช้เนื้อของสัตว์อสูรชนิดนี้ปรุงเป็นอาหาร

เปลวไฟปกติจะไม่สามารถทำให้เนื้อสัตว์อสูรชนิดนี้สุกได้

เนื้อสัตว์อสูรมีความเหนียวและมีความสามารถต้านความร้อนสูง การใช้สัตว์อสูรเพื่อปรุงอาหารจึงยากมาก ตัวอย่างเช่น เมื่อย่างเนื้อที่เหนียวและต้านความร้อน ย่างจนชั้นนอกของเนื้อไหม้ไปแล้ว แต่ข้างในกลับยังดิบอยู่ แม้จะหั่นเป็นชิ้นบางๆ แต่เพราะความเหนียวของมันก็ยังคงอยู่ทำให้ย่อยยาก

ความร้อนที่ปล่อยออกมาจากกระทะของฉู่เทียน ดูเหมือนจะมีคุณลักษณะการเจาะทะลุทะลวงที่เหนือกว่า มันสามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนทุกเซลล์ และลบล้างลักษณะเฉพาะคือความเหนียวของเนื้อออกไป คงเหลือไว้แต่ความนิ่มและความอร่อย ทั้งยังทรงคุณค่า มีพลังเวทย์แฝงอยู่สูง

ซี่ ๆ(เสียงของเนื้อย่าง)

สเต็กถูกพลิกอย่างต่อเนื่อง ไขมันที่ไหลออกมาจากขอบชิ้นเนื้อ ส่งกลิ่นหอมกลุ่นกระจายไปทั่วห้อง

เมื่อฉู่เทียนเห็นว่าเนื้อเกือบจะพร้อมแล้ว เขาเติมเกลือทะเล พริกไทยดำ น้ำมันมะกอก น้ำมะนาว และเครื่องปรุงอื่นๆ ลงไป

กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณแปดนาที

สเต็กในที่สุกก็พร้อมที่จะรับประทาน

“เอาละเสร็จแล้ว นี่คือของเจ้า เจ้าลองชิมดู”

เขาใส่สเต็กลงบนจานของเมิ่งหยิงหยิง สเต็กมีความหนาประมาณสามเซนติเมตรและมีสีชมพูที่มีน้ำค่อยๆ ซึมออกมา ทั้งชิ้นมีสีที่สม่ำเสมอและสุกเท่าเทียมกันอย่างทั่วถึง เมิ่งหยิงหยิงอ้าปากค้าง สมองยังมึนงง เธอรีบหยิบมีดและเริ่มตัดเนื้อเป็นคำและเอาเข้าปากทันที

โดยปกติเนื้อสัตว์ของสัตว์ร้ายจะเหนียวไม่สามารถตัดได้ อย่างไรก็ตามเธอสามารถตัดเนื้อสเต็กสัตว์อสูรได้อย่างง่ายดายด้วยมีดธรรมดา

เมิ่งหยิงหยิงหยิบชิ้นเนื้อเข้าปาก

“วู้ ๆๆๆๆ … .. “

ดวงตาของเธอเปล่งประกายเหมือนดวงดาวด้วยความพึงพอใจ และไม่สามารถหยุดกินได้ เธอเนื้อตัดชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่ง ทั่วริมฝีปากของเธอกลายเป็นมันเยิ้ม พูดอู้อี้ไม่ชัดเจนว่า “ว้าว ข้าไม่เคยกินเนื้อสัตว์ที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย”

ฉู่เทียนเริ่มเหนื่อยและหมดแรง แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวข้างหน้ามีความสุขเขาพยักหน้าอย่างพอใจ

ร่างกายนี้แน่นอนว่ามาจากตระกูลชั้นสูง แม้ว่าเจ้าของร่างจะเคยฝึกฝนการบ่มเพาะพลังมาบ้าง แต่เขาไม่สามารถเข้าถึงอาณาจักรจิตวิญญาณ ยังไม่สามารถปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาได้ ดังนั้นการใช้พลังเวทย์ในการปรุงอาหารจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเหนื่อยมาก

เมิ่งหยิงหยิงสังเกตเห็นว่าฉู่เทียนหมดแรง เธอจึงมีความคิดขึ้นมา เธอลุกขึ้นยืนและถามว่า

“เจ้าช่วยสอนวิธีใช้กระทะกับการทำสเต็กให้ข้าได้หรือไม่”

ฉู่เทียนรู้ว่าเขาผ่านการพิจารณาและเมิ่งหยิงหยิงยอมรับเขาแล้ว เขาโล่งออกยิ้มและกล่าวว่า

“ที่จริงมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เลย”

เมิ่งหยิงหยิงวางจานเนื้อสะเต็กของเธอลง แล้วเดินเข้ามา “ข้าต้องการจะลองทำดู”

ฉู่เทียนส่งกระทะไปให้เมิ่งหยิงหยิง “วาดอักขระเวทย์ขนาดเล็กแบบนี้ จำไว้ว่าต้องเป็นอักขระเวทย์ที่ต้องเล็กมากจริงๆ ที่ด้านล่างของกระทะ แล้วก็ถ่ายทอดพลังเวทย์เข้าไป มันก็จะเปิดใช้งานเจ้าลองดู”

พลังการฝึกฝนของเมิ่งหยิงหยิงอยู่ในขั้นปรับแต่งร่างกาย ระดับ 2 แม้ว่าเธอจะยังไม่มีเวทย์สำรองขนาดใหญ่ แต่เธอก็ยังดีกว่าฉู่เทียนเป็นเท่าตัว เธอถ่ายทอดพลังเวทย์ลงไป วงเวทย์ดูดซับและเปิดการทำงานทันที และเริ่มปล่อยพลังความร้อนที่มองไม่เห็นออกมา

ซี่… ซ่าๆๆๆ

ได้ยินเสียงลุกไหม้อย่างรวดเร็วทันที ที่เธอเนื้อใส่สเต็กดิบลงไป

ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นและกังวลเธอรีบถามทันที “ยังไงต่อ ตอนนี้ต้องทำยังไงต่อบอกข้าเร็วเข้า”

ฉู่เทียนเดินเข้ามาและจับมือที่เริ่มสั่น

“ไม่จำเป็นต้องกังวล พยายามถ่ายเทพลังเวทย์ให้มีความเสถียรและสม่ำเสมอ พลิกทุกๆ 30 วินาที ใช่ยังงั้นแหละ ในระหว่างนี้ก็เพิ่มเครื่องปรุงรส เห็นมั้ยข้าบอกแล้วว่ามันง่ายมาก”

มือเมิ่งหยิงยิงเล็กมาก นุ่มเรียบและอ่อนโยน

ฉู่เทียนแทบไม่สามารถห้ามใจ

แก้มเมิ่งหยิงหยิงแดงก่ำเหมือนแอปเปิ้ล ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเพราะเธอรู้สึกกระวนกระวายหรือเพราะความอาย เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่ามือใหญ่จับมือเธอไว้อย่างอบอุ่น เธอไม่ได้เกลียดความรู้สึกนี้และปล่อยให้เขาจับมือเธอต่อไป

ไม่กี่นาทีต่อมาสเต็กก็เสร็จ

เมิ่งหยิงหยิงหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้นกล่าวว่าว่า “ข้าเมิ่งหยิงหยิงสามารถทำสเต็กแสนอร่อยได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ”

ยัยเด็กโง่ ถ้าย่างเนื้อสเต็กแค่นี้เจ้ายังทำไม่ได้ เจ้าก็ควรไปกระโดดน้ำตายได้แล้ว มีแต่คนสมองตายเท่านั้นที่ทำเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้

ราวกับว่าเธอได้พบกับสิ่งที่ดึงดูดและน่าสนใจ เธอดูมีความสุขแต่มีความสุขนี้มันสั่นเกินไป เพราะมีเนื้อสเต็กดิบแค่เพียงสองชิ้นเท่านั้น ถ้ามีมากกว่านี้ก็คงจะดี อาจจะมีความสนุกสนานเพิ่มมากขึ้น

เมิ่งหยิงหยิงสังเกตเห็นว่ามีเครื่องครัวสองอย่าง หนึ่งคือกระทะและอีกหนึ่งหม้อซุป เธอชี้ไปที่หม้อซุปและถามว่า

“หม้อนี้ใช้สำหรับทำอะไร”

“นี่เป็นหม้อสำหรับต้มซุป ข้าติดตั้ง ‘ไมโครเวทย์จารึก’ ไว้เรียบร้อยแล้ว ทำไมเราไม่ได้ลองทำซุปละซุปเต่าเงินแสนอร่อยเจ้าสนใจมั้ย”

“ข้าชอบซุปเต่า ให้ข้าทำเอง”

เมิ่งหยิงหยิงรีบรับอาสาปรุงเมนูนี้ทันที

เธอเตรียมเนื้อเต่าโดยการล้างและหั่นเอง เมื่อน้ำซุปเดือดก็ใส่เนื้อเต่าเงินลงไป ตามด้วยไก่เห็ดและขิง ถ่ายเทพลังลงไปในอักขระเวทย์ กระบวนการทั้งหมดเป็นเรื่องง่ายมากและไม่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้

การปรุงอาหารด้วยเวทย์จารึกยังไม่มีอยู่ในยุคนี้ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่แพร่หลาย

ในยุคของฉู่เทียนการใช้เวทย์จารึกได้ซึมซับเข้าสู่ทุกแง่มุมของชีวิต การทำอาหารด้วยเวทย์จารึกเป็นเรื่องธรรมดามาก แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้จักเวทย์จารึกสำหรับใช้ทำอาหารเมนูง่ายๆ เพียงแค่ไม่กี่รูปแบบ ความหลากหลายของเวทย์จารึกเฉพาะสำหรับ ทอด ย่าง ที่ใช้กันมีอย่างน้อยนับร้อย ๆ รูปแบบ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละสาขา พ่อครัวเวทย์ระดับสูง ใช้เวลาหลายสิบปีในการเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถใช้เวทย์จารึกเหล่านี้ได้ทั้งหมด

ฉู่เทียนไม่ได้เป็นพ่อครัวเวทย์มืออาชีพ แต่เขารู้จักเวทย์จารึกการทำอาหาร รวมทั้งเมนูอาหารเวทย์จารึกที่หลากหลายและมากมาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องฝืนกินเนื้อสัตว์อสูรดิบในระหว่างการเดินทางและการสำรวจ

สิบห้านาทีต่อมา

ฉู่เทียนพยักหน้า “อ์่ม…ใช้ได้เสร็จแล้วล่ะ”

“เร็วมาก ปกติต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเคี่ยวซุป”

“วิธีการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม จะเทียบกับการปรุงอาหารแบบนี้ได้ยังไงเอาละ เจ้าเปิดฝาทีนี้เรามาลองชิมซุปเต่ากัน”

ขณะที่ฝาเปิดขึ้นกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ ลอยฟุ้งกระจายทั่วทั้งห้อง เมิ่งหยิงหยิงไม่สามารถหักห้ามใจได้ต่อไป เธอหยิบถ้วยซุปมาตักใส่สำหรับตัวเอง

ซุปมีสีขาวครีม มีรสชาติที่หอมประณีต กลมกล่อม ไม่เลี่ยน สดแต่ไม่คาว แม้แต่กระดูกก็ยังถูกตุ๋นจนสามารถเคี้ยวหนุบหนับและไม่แข็ง เห็ดและไก่นุ่มแทบละลายในปาก นี่เป็นซุปที่อร่อยที่สุดในโลกเท่าที่เธอเคยกินมา

“ร้อน ร้อน”

อาการของเมิ่งหยิงหยิงเหมือนคนอดอยากหิวโหยไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวัน เธอซดน้ำซุปอย่างตะกรุมตะกราม ผิวของเธอเริ่มร้อนขึ้นเช่นเดียวกับที่เลือดของเธอที่เริ่มเดือด

ฉู่เทียนนั่งกินอย่างสงบและดื่มน้ำซุปอย่างช้าๆ

“เนื้อสัตว์อสูรมีคุณค่าทางโภชนาการมากและมีพลังเวทย์แฝงอยู่สูง การปรุงอาหารแบบใช้เวทย์จารึกจะสามารถดึงพลังเวทย์ที่แฝงอยู่ในเนื้อให้คงอยู่ในอาหารได้อย่างเต็มที่ ร่างกายของเจ้ายังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ดังนั้นเจ้าควรจำกัดปริมาณการกิน ถ้าเจ้ากินมากเกินไปมันจะทำให้การปรับตัวในร่างกายเจ้ามีปัญหา”

หลังจากที่เติมเต็มท้องแล้วเมิ่งหยิงหยิงก็มีแรงบันดาลใจ ลุกขึ้นยืนทุบโต๊ะและเอื้อมมาจับมือฉู่เทียน

“ฉู่เทียนข้าคิดออกแล้ว! เราสองคนจะร่วมมือและเริ่มต้นทำธุรกิจกัน”

“อึก..อะไรนะ” ฉู่เทียนแทบสำลักน้ำซุป

“เราจะเริ่มทำธุรกิจ เจ้ากับข้าไปหาเงินกัน”

เมิ่งหยิงหยิงตบที่หลังมือฉู่เทียน จับมือเขาเขย่าแรงๆ ทั้งสองถูกคั่นไว้ด้วยโต๊ะ ฉู่เทียนกำลังนั่งขณะที่เมิ่งหยิงหยิงกำลังยืนอยู่อีกด้าน เมื่อเธอเอนตัวเพื่อเอื้อมไปจับมือเขา กระต่ายขาวซุกซนสองตัวของเธอก็โผล่หมิ่นเหม่ออกมาอีกครั้ง พร้อมกับการสั่นไหวและการโยกเยกของเธอ ฉากวาบหวิวเช่นนี้ทำร้ายจิตใจฉู่เทียนมากที่สุด

เอ้อ..เจ้ากระต่ายซนเกินไปแล้ว

ฉู่เทียนเกิดอาการคันในหัวใจยากจะเกา แทบจะห้ามใจไม่อยู่ อยากสอนบทเรียนบางอย่างให้เจ้ากระต่ายน้อยทั้งสองตัวนั้นจริงๆ

เขารู้สึกประหลาดใจและถามว่า “ทำไมถึงจู่ๆ เจ้าถึงคิดเรื่องนี้”

เมิ่งหยิงหยิงไม่ได้ตระหนักในท่วงท่าหมิ่นเหม่ของเธอ ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นและกล่าวว่า

“ข้าถูกไล่ออกจากโรงเรียน ดังนั้นท่านพี่่จะต้องผิดหวังในตัวข้ามาก ข้าไม่มีหน้าที่จะไปพบและบอกเรื่องนี้กับเธอ ทำไมเราไม่ใช้เงินค่าเล่าเรียนที่อาจารย์คืนกลับมาเป็นทุน และเริ่มทำธุรกิจข้ามีเงินเจ้ามีทักษะเราร่วมหุ้นกัน ทำงานร่วมกัน และได้รับเงินเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็ทำให้เธอประหลาดใจ”

ฉู่เทียนถามต่อว่า “แล้วเจ้ามีแผนการยังไง”

เมิ่งหยิงหยิงเป็นคนมีบุคลิกใจร้อนและมีความคิดยาวแค่สองนิ้ว เธอตบโต๊ะดังปังและตะโกนเสียงดังว่า

“ใครมันจะต้องการแผนการอะไรนั่นกัน เจ้าแค่มากับข้า คืนนี้เราจะเริ่มไปขายสเต็กด้วยกัน”

 

 

 


Top