ขนาดตัวอักษร

ศึกบัลลังก์เทพเจ้า : บทที่ 4. อาจารย์ซางทรุด

 4 Views

เที่ยงวัน ณ ห้องปฏิบัติการ

อาจารย์ซางหลี่ชิงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหนื่อยล้า เขาวางร่างแผนผังทั้งหมดไว้บนโต๊ะ

หนานกงหยุนเดินเข้าไปในห้องและถามว่า

“ตาเฒ่า วันนี้มีความคืบหน้ายังไงบ้าง”

ซางหลี่ชิงถูดวงตาที่เหนื่อยล้าของเขา “ยาก ยากมากยังไม่มีความคืบหน้า”

“การทำวิจัยเวทย์จารึกมักต้องการความรู้ความสามารถของทีม แต่การพยายามทำเช่นนี้ด้วยตัวคนเดียวของท่าน ช่างดูไร้ประโยชน์ยิ่งนัก”

หนานกงหยุนยังคงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของเมิ่งหยิงหยิง เธอเกิดความคิดบางอย่าง เลยวางแผ่นพิมพ์เขียวที่เบื้องหน้าของอาจารย์ซาง

“จริงซิ ข้าเพิ่งได้รับแผนผังยันต์เวทย์จารึกมา พร้อมกับมีคำแนะนำกำกับมาด้วย ท่านช่วยดูให้หน่อยได้หรือไม่”

ซางหลี่ชิงถาม “จากใคร”

หนานกงหยุนไม่ต้องการที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ในทันที “ไม่สำคัญลองดูที่เนื้อหาของแผนผังนี้ก่อน ถ้าเป็นประโยชน์จริงๆแล้วข้าจะบอกท่าน”

เกี่ยวกับเรื่องนี้หนานกงหยุนไม่ได้หวังอะไรมาก

จะมีคนเก่งที่ใหนกัน ที่จะให้คำแนะนำแก่เด็กสาวคนนั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อแผนผังถูกวางไว้หนานกงหยุนก็ต้องตกตะลึง มีเครื่องหมายกากะบากสีแดงมากกว่าหนึ่งโหลที่ทำไว้อย่างชัดเจน พร้อมข้อคิดเห็นที่วิจารณ์ซางหลี่ชิงอย่างเผ็ดร้อน เต็มทั้งแผ่นกระดาษแทบไม่มีช่องว่างเหลืออยู่

“ขยะทางวิชาการ”

“ข้อผิดพลาดในการทดลอง”

“การสอนที่สุดห่วย!”

นี่มันนรกอะไรกัน

เมื่อไหร่กันที่เจ้าเด็กนั้นมีอำนาจขนาดนี้! นี่ข้าทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า

ไม่ว่าใครถ้าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจนเกินขอบเขต เขาจะสูญเสียความอดทน อย่างไรก็ตามอาจารย์ซาง กลับมีความอดทนอย่างดีเยี่ยม เขาระงับความโกรธและอดทนอ่านทุกรายละเอียด

“อะไร”

“นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”

“คำไม่กี่คำเหล่านี้เพียงพอที่จะตีจุดสำคัญ”

ความรู้สึกของอาจารย์ซางกลายเป็นเรื่องร้ายแรง นี่เป็นเพียงความคิดเห็นเพียงไม่กี่ร้อยคำ แต่สามารถชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดทั้งหมดในการออกแบบและดูเหมือนจะมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก อาจารย์ซางอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ในแต่ละครั้งยังทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่แตกต่าง

อ่านครั้งที่สอง สมองของเขากลายเป็นสว่างไสวชัดเจนขึ้น ความสับสนวุ่นวายทั้งหมดถูกกวาดล้างไป เขาไม่สามารถรอที่จะโค่นล้มทฤษฎีเดิมของเขาและออกแบบร่างใหม่ของเขาอีกครั้ง

อ่านครั้งที่สาม เขาสังเกตเห็นว่าทุกคำดูเหมือนจะมีภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้ทำให้อาจารย์ซางลังเล

อ่านครั้งที่สี่อาจารย์ซางรู้สึกสับสนอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน

เหมือนการอ่านบทกวี ที่ความหมายดูเหมือนจะแสดงเรื่องราวที่ธรรมดาและเรียบง่าย แต่ก็แฝงปรัชญาลึกซึ้งและมากด้วยภูมิปัญญา เมื่อเขาอ่านความลึกลับอย่างรอบคอบและอย่างอกตั้งตั้งใจอาจารย์ซางก็ค่อยๆ ถูกครอบงำ นี่เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม

“ยังมีอีกด้านหลัง”

“อะไรนะ”

อาจารย์ซางพลิกหน้ากระดาษและอ้าปากค้าง ดวงตาของเขากว้างขึ้นและใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง เปลี่ยนเป็นสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง ริมฝีปากของเขาสั่นระริก ลิ้นพันกันและพูดไม่ออก “นี่ นี่ นี่ … .. “

หนานกงหยุนเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงหยิบยาออกมาและมอบให้เขา

เมื่ออาจารย์ซางกลืนกินยา สีหน้าของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่มาก มือของเขาจับแน่นไปที่หน้าอกและศีรษะของเขาชื้นไปด้วยเหงื่อ เขายังสั่น เป็นเวลานานก็ยังไม่สามารถพูดได้

“ฮึก .. ฮึก.. รีบมาช่วยข้าคลี่แผ่นผังนี้ออกหน่อย”

อาจารย์ซางมีปัญหาโรคหัวใจ ถ้าเหตุการณ์ยังคงอยู่อย่างนี้ เขาคงหัวใจวายตายแน่ๆ

หนานกงหยุนสงสัยจริงๆ โดยปกติตาเฒ่าที่แต่งตัวประหลาดนี่จะสงบและมั่นคง ไม่ว่าจะเจอปัญหาใหญ่เล็กเพียงไหนสีหน้าก็ไม่เคยเปลี่ยน แต่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นมากหลังจากที่อ่านแผนผังนี้

“แผนผังนี้คืออะไร”

อาจารย์ซางยับยั้งความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่าน เขากินยาอีกเม็ด ลักษณะเหมือนคนที่กำลังปกป้องสมบัติ เขาค่อยๆ เปิดแผ่กระดาษออก ตาจ้องเขม็งที่มองไปที่แผนผัง น้ำตาใหลออกมาช้าๆ ส่งเสียงพึมพำว่า

“มีโอกาสได้เห็นยันต์เวทย์จารึกที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ นับว่าข้าสามารถตายตาหลับได้แล้ว”

“เฮ้ ตาเฒ่าทำไมท่านถึงได้สูญเสียความมั่นใจเช่นนี้ ตัวท่านเองก็เป็นถึงระดับอาจารย์คนหนึ่งไม่ใช่เหรอ”

ซางหลี่ชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยับยั้งตนเอง

“ข้ามีชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยในเมืองเทียนหนาน ถ้าเจ้าเปรียบเทียบข้ากับคน ๆ นี้ก็จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างดาวเล็กๆ ดวงหนึ่งบนท้องฟ้ากับดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบเป็ดกับพญาหงส์ ข้าละอายที่จะเรียกตัวเองว่าอาจารย์ บอกข้าว่าเขาเป็นใคร ข้าต้องการจะไปเยี่ยมเยือนคารวะอาจารย์ที่แท้จริงคนนี้สักครั้ง”

หนานกงหยุนแสดงความรู้สึกแปลก ๆ “ข้ากลัวว่าเธออายุจะน้อยกว่าท่าน”

ซางหลี่ชิงเยาะเย้ยและกล่าวว่า “ผู้ที่มีความรู้มากขึ้นคืออาจารย์ มีอัจฉริยะมากมายนับไม่ถ้วนในโลกนี้ เจ้าคิดว่าชายชราคนนี้ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพออย่างนั้นเหรอ”

หนานกงหยุนหัวเราะอย่างขมขื่นและกล่าวว่า

“แต่เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนชั้นสามัญของท่าน”

“อะไรนะ ! หรือข้าจะต้องกลายเป็นนักเรียนแทน”

“ข้าพูดจริงๆ เธอเป็นนักเรียนปีที่สี่ของท่านชื่อเมิ่งหยิงหยิง และดูเหมือนว่าท่านได้ขับไล่ออกไปแล้วเมื่อเช้านี้”

เมิ่งหยิงหยิง

จริงๆแล้วนักเรียนของข้า

ข้าเป็นคนขับไล่ออกไป

ซางหลี่ชิงตกตะลึง “เจ้าแน่ใจหรือ”

หนานกงหยุนพยักหน้าและกล่าวว่า

“เธอเองได้มอบแผนผังแผ่นนี้ให้ข้าเมื่อตอนเช้านี้”

ดวงตาของซางหลี่ชิงเปลี่ยนเป็นสีขาว

มือจับหน้าอกแน่น “ยา..ยา …นำยามาให้ข้า

………….

เพราะผลกระทบทางจิตใจ จึงทำให้อาการอาจารย์ซางทรุดลงอย่างหนักทันที ตาเฒ่าอย่างเขาต้องระมัดระวัง จะตื่นเต้นมากไปไม่ได้ ไม่งั้นอาจตายได้ง่ายๆ

หนานกงหยุนหยิบยาให้อาจารย์ซางอีกสองเม็ด แล้วประคองไปนอนที่ห้องนั่งเล่น อาจารย์์ซางที่นอนบนเตียงใบหน้าาซีดเผือด หลับตาแน่น ปากของสั่นและบนพึมพำบางอย่างเบาๆ

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง อาจารย์ซางลุกขึ้นนั่ง “ที่นี่ที่ใหน”

หนานกงหุนรู้สึกแปลกใจ ตาเฒ่าคนนี้ตื่นเต้นเกินไปจนเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร

“นี่คือห้องนั่งเล่น และท่านเพิ่งเป็นลม”

สีหน้าอาจารย์ซางแสดงออกถึงความสุข “เป็นลม ถ้างั้นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นคงไม่ใช่ความฝันรีบนำแผนผังมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”

หนานกงหยุนตอบด้วยความกังวลว่า “ด้วยอาการของท่านในตอนนี้จะดีที่สุดที่จะไม่เห็นมัน”

อาจารย์ขมวดคิ้วและกล่าวว่า “หยุดพูด รีบนำมาเดี๋ยวนี้”

หนานกงหยุนได้แต่ทำตามคำสั่งหยิบแผ่นแผนผังมาให้ ตาเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบขวบ ถือแผนผังไว้ในมือด้วยรูปลักษณ์ที่ใบหน้าหมอบอยู่บนแผนผัง ถนุถนอมเหมือนคนที่ค่อยๆ จับมือของคนรักครั้งแรกของพวกเขา ค่อยๆ ลูบซ้ำแล้วซ้ำอีก การกระทำนี้ทำให้หยานกงหยุนอึ้งจนพูดไม่ออก

“การออกแบบยันต์จารึกแผ่นนี้สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ สิ่งที่น่าประทับใจคือการออกแบบนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดของข้า นี่ไม่ต้องสงสัยว่ามันเพิ่มความยากเป็นสิบเท่า”

“เมื่อ 20,000 ปีก่อนมนุษยชาติสามารถควบคุมพลังวิเศษได้ เมื่อ 26,500 ปีก่อนมนุษย์ค้นพบการการใชเวทมนต์มหัศจรรย์ 14,200 ร้อยปีก่อนการทำยันต์เวทย์จารึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ “

……….

 

“ในปัจจุบัน ทวีปแห่งนี้มียันต์เวทย์จารึกแค่ไม่กี่รูปแบบ แต่ละรูปแบบมีคุณสมบัติและพลังอำนาจที่อาศัยซึ่งกันและกัน แต่แผนผังยันต์เวทย์จารึกอันนี้กลับไม่ได้อยู่ภายใต้รูปแบบใด ๆ แต่กลับมีร่องรอยของอักขะเวทย์ต่างชนิดแฝงอยู่ เป็นสุดยอดความเข้าใจในรูปแบบยันต์จารึก การออกแบบเช่นนี้ล้ำหน้าล้ำยุคไปหลายพันปี”

“ศิลปะ! ศิลปะที่สมบูรณ์แบบ! ตาเฒ่าผู้นี้เคยศึกษาเวทมนตร์และยันต์เวทย์จารึกมานานหลายสิบปี และในที่สุดก็โชคดีที่ได้เจอผู้เชี่ยวชาญแท้จริง”

“ข้าจะเป็นผู้ทดลองยันต์แผ่นนี้ด้วยตัวเอง”

อาจารย์ซางถ่ายทอดพลังเข้าไปในแผ่นยันต์ เขาไม่รู้ตัวว่ายันต์เริ่มเปิดการทำงานตอนใหนเพราะไม่มีสัญญาณใดๆ จากแผ่นยันต์ แต่ผิวเขาเริ่มแข็งและคลอบคลุมทั่วทั้งร่าง

เขารู้สึกตื่นเต้นมาก ตอนนี้เขาคิดชื่อยันต์ได้แล้วมันจะเรียกว่า “เกราะหิน” เพราะเมื่อยันต์ถูกเปิดใช้งาน หินจะครอบคลุมทั้งร่างดั่งเช่นชุดเกราะ ได้รับความสามารถในการป้องกันที่แข็งแกร่งเหมือนหิน พิจารณาจากการเปิดใช้ครั้งแรกของยันต์แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับความคิดเดิมของเขา

แต่…เดี๋ยวก่อน

นี่ไม่ถูกต้อง

หลังจากยันต์เริ่มทำงาน พลังที่คลุมร่างเขากำลังถูกแปลงด้วยวงเวทย์ จากนั้นส่งผ่านทะลุผิวเข้าไปยังอวัยวะภายใน เลือด เนื้อ กระดูก

มันจะเข้าสู่เนื้อหนังภายในได้อย่างไร

ยันต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้หรือไม่

อาจารย์ซางขบคิดและวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง หรือว่าผู้สร้างยันต์นี้ได้ออกแบบมาในรูปแแบบนี้ เขาทำสิ่งที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้อย่างไร เขาสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเบื้องต้นเกี่ยวกับความปลอดภัยได้อย่างไร

อาจารย์ซางกัดฟันและดำเนินการต่อ เริ่มจากอวัยวะภายในช่วงบน และผิวทั่วร่างบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวเริ่มแข็งและเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วจากสีเทาและกลายเป็นสีดำ

อาจารย์ซางมองที่กระจกอย่างตกตะลึง ผิวของเขากลายเป็นของแข็งและความแข็งของมันก็คล้ายกับของหิน

วิธีเช่นนี้สามารถทำได้

ความแข็งของผิวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มันไม่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นและความคล่องตัว

ความจริงที่ไม่น่าเชื่อมากที่สุดคือพลังธาตุได้รวมเข้ากับเซลล์ในร่างกายเพื่อให้สามารถใช้พลังของธาตุได้ชั่วคราว อาจารย์ซางจำที่ปรึกษาของเขาผู้ผลิตยันต์เวทย์จารึกที่มีชื่อเสียงอีเทียนหมิง เขาแสดงทฤษฎีการออกแบบยันต์จารึกแบบนี้มาครั้งหนึ่ง แต่เขากลับโดนหัวเราะเยาะ

เขาวิเคราะห์แล้วยันต์แผ่นนี้สมควรจัดอยู่ในระดับ 2

ช่างพิเศษและมีความกล้าที่จะทำจริงๆ

นี่เป็นของขวัญจากธรรมชาติ

เข้าใจในธรรมชาติ ความเข้าใจในการสร้างสรรค์ตัวมันเอง

หนานกงหยุนมองด้วยความแปลกใจและตื่นเต้น “พระเจ้า”

นี่คือสิ่งที่จะสร้างความสะเทือนให้กับวงการสร้างยันต์เวทย์จารึกอย่างแท้จริง

“เกราะหิน” ที่อาจารย์ซางได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นขยะที่สมบูรณ์เมื่อเทียบกับสิ่งนี้

ห้านาทีต่อมาผิวหนังกลับคืนสู่สภาพปกติ ไม่มีแม้แต่สัญญาณเล็กน้อยของผลข้างเคียง ทุกแง่มุมมีความสมบูรณ์แบบที่สุด

“เป็นเมิงหยิงหยิงใช่มั้ยที่นำสิ่งนี้มาให้”

“ปกติเมิ่งหยิงหยิงจะไม่ค่อยส่งการบ้าน เธอชอบผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อย ๆ ไม่เคยส่งตามเวลาที่กำหนด เธอเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนในชั้นเรียนเลวร้ายที่สุด ยกเว้นวันนี้เป็นครั้งแรกที่เธอกระตื่อรือร้นที่จะส่งการบ้านและที่ทำเสร็จหมดทุกข้อซึ่งแปลกมาก”

อาจารย์ซางคิดอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวว่า “นำเอาการบ้านทั้งหมดของเมิ่งหยิงหยิงมาที่นี่”

หนานกงหยุนบอกว่า “ข้าเกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้อีก”

อาจารย์จ้องมองแล้วถาม “ทำไม”

“เพราะเพื่อนร่วมชั้นเรียนของข้า หานเซี่ยวหลง ได้สั่งให้เผามันทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว”

“เผา” เคราอาจารย์ซางสั่นกระพือด้วยด้วยความโกรธ “เผาหมดแล้ว”

หนานกงหยุนพยักหน้า

อาจารย์ซางโกรธจัด ราวกับคนบ้า เขาระเบิดความโกรธเตะเปิดประตูห้องวิจัย แล้วตรงไปเตะประตูห้องหนังสืออ้างอิงต่อ

มีนักเรียนเพียงไม่กี่คนภายในห้อง เมื่อเห็นอาจารย์เข้ามาในห้องด้วยอารมย์โกรธ ทุกคนก็ตกตะลึงและกลายเป็นใบ้ ปกติอาจารย์มักเงียบสงบมาก แต่เกิดอะไรขึ้นในวันนี้

อาจารย์ซางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เขาเอื้อมมือที่มือที่สั่นเทา เข้าไปในเตาเพื่อหยิบชิ้นส่วนที่ไหม้เกรียมออกมา

กระดาษยันต์ทำจากไม้พันธุ์พิเศษที่ทนต่อน้ำและไฟ ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันน่าจะมีร่องรอยบางอย่างเหลืออยู่บ้าง

‘นี่คือยันต์ระดับ 1 อย่างชัดเจน ถ้าหน่วยความจำของข้าทำหน้าที่อย่างถูกต้อง นี่คือยันต์จารึกแห่งการฝึกฝน ที่ข้ามอบให้กับนักเรียนเพื่อหาข้อผิดพลาด อย่างไรก็ตามยันต์ทั้งหมดมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงเพียงจุดเดียว’

สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร

หรือทั้งหมดคือความผิดพลาด

ด้านหลังเขียนรูปใหม่ที่สมบูรณ์เอาไว้ ถึงแม้ว่ามันจะถูกเผาและเป็นจุดด่างดำ อาจารย์ซางก็ยังจำได้อย่างแม่นยำ … นี่คือการเขียนด้วยลายมือของผู้เชี่ยวชาญคนนั้น นี่คือลายมือของผู้เชี่ยวชาญ

จบ..ข้าจบแล้ว

ข้าจบแล้วจริงๆ

“ข้าทำอะไรลงไป”

อาจารย์จ้องขี้เถ้าในเตา การแสดงออกของเขากระสับกระส่ายไม่มั่นคง สีหน้าบางครั้งแดงบางครั้งก็ซีด เขาเงยหน้าขึ้นมอง

อุ๊ก…

ปากเต็มไปด้วยเลือดกระอักพ่นออกมาตลอดทางจนถึงเพดาน

เขารู้สึกวิงเวียนและเป็นลมล้มลงบนพื้น

“อา”

“อาจารย์”

นักเรียนที่อยู่ในห้องทั้งหมดตกตะลึง

“เจ้าพวกขยะโง่สิ้นคิด พวกเจ้าโดนลงโทษชุดใหญ่แน่ ๆ”

หนานกงหยุนประคองอาจารย์ซาง และจ้องไปยังเด็กนักเรียนพวกนั้น

“อาศัยช่วงที่ท่านอาจารย์ยังไม่ฟื้น พวกเจ้าออกไปจากที่นี่ซะ แต่ไม่ว่าที่ใหนในเมืองเทียนหนาน จะไม่มีที่ให้พวกเจ้าได้ยืนอีกต่อไป”

 

 


Top